วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

วิวัฒนาการร้อยกรองไทย




              คำว่า  ร้อยกรอง  ตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า  Poetry  บางครั้งก็เรียก  บทกวี  บท
ประพันธ์  หรือ  กวีนิพนธ์  คำว่าร้อยกรอง  เป็นคำที่สำนักวัฒนธรรมทางวรรณกรรม กำหนดขึ้นใช้เรียกวรรณกรรมที่มีลักษณะบังคับในการแต่งเพื่อให้เข้าคู่กับคำว่า  "  ร้อยแก้ว  "  ซึ่งเดิมบทประพันธ์ประเภทนี้ เรียกกันหลายอย่างเช่น  กลอน  กาพย์  ร่าย  ฉันท์ มีถ้อยคำมาประกอบประพันธ์กันมีขนาดมาตราเสียงสูงต่ำ หนักเบาและสั้นยาวตามรูปแบบที่กำหนดไว้
              คำว่าร้อยกรอง เราสามารถแยกศัพท์ได้เป็น  ๒  คำคือคำว่า  "  ร้อย  "  กับคำว่า
"  กรอง  "  ร้อยเป็นคำกริยา  หมายถึงการเรียงร้อย หรือการเรียบเรียงถ้อยคำหรืออาจจะเป็นดอกไม้ก็ได้  เช่น ร้อยดอกไม้คำว่ากรองเป็นคำกริยา  หมายถึงการเรียงร้อยกรองเมื่อรวมกัน หมายถึง  การกลั่นกรองหรือเรียบเรียงถ้อยคำเช่นเดียวกับที่เรานำดอกไม้มาร้อยเป็นพวงมาลัย
จะมีความงดงามแล้วก็อ่อนหวานไพเราะไม่ใช่ว่าเพียงแต่เอาถ้อยคำมาเรียงต่อกันเท่านั้น  มีคำที่น่าสังเกต คือคำว่า กวีนิพนธ์นักวิชาการบางท่าน ให้ความหมายแตกต่างไป จากร้อยกรอง คือ ร้อยกรองอาจจะเป็นคำประพันธ์ที่นำมาเรียงร้อยให้มีสัมผัสเท่านั้นแต่ว่า กวีนิพนธ์
กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์  ได้กล่าวไว้ว่ากวีนิพนธ์นั้น  เป็นการย่อยกรองถ้อยคำ เรียงถ้อยคำตามระเบียบข้อบังคับซึ่งได้แก่มาตราฉันทลักษณะ นั่นคือร้อยกรองทั่วไป  กวีนิพนธ์โดยแท้จะต้องแสดงความรู้สึกนึกคิดที่เป็นภาพอันงามด้วยกวีนิพนธ์เป็นสิ่งวอนใจเรารู้สึกนึกคิด  ทำให้เราสมใจในรสของภาษาและเห็นภาพความคิดต่าง ๆ  กระจ่างขึ้นกวีนิพนธ์เป็นลักษณะยอดเยี่ยมของวรรณคดีคำร้อยกรองนั้นเป็นเพียงเครื่องประดับประกอบของกวีนิพนธ์เท่านั้นเพราะฉะนั้นตามความหมายอันนี้ ก็จะได้ว่าร้อยกรองคือคำประพันธ์ทั่ว ๆ  ไป  ที่มีฉันทลักษณ์  แต่ถ้ากวีนิพนธ์จะต้องเป็นร้อยกรองที่มีลักษณะยอดเยี่ยม

 
ร้อยกรองสมัยสุโขทัย

              การปรากฏของร้อยกรองสมัยสุโขทัย
              การปรากฏข้อความในศิลาจารึกหลักที่  ๑  กล่าวถึงการละเล่นในสมัยนั้นว่า
” …เสียงพาทย์ เสียงพิณ เสียงเลื่อน เสียงขับ ใครจักมักเล่น เล่น ใครจักมักหัว หัว ใครจักมักเลื่อน เลื่อน..”  ในสมัยสุโขทัยนี้มีการขับอยู่แล้วและถ้อยคำที่นำมาขับนั้นย่อม มีรูปแบบเฉพาะ หรือไม่มีรูปแบบ แต่อาศัยจังหวะการเอื้อนทอดเสียงให้ไพเราะ มีสัมผัสคล้องจองกันตามแบบฉบับร้อยกรองไทย ซึ่งก่อนหน้านั้นมีเพลงพื้นบ้าน ทำนอง ต่างๆเกิดขึ้นมาก่อนก็ได้ แสดงว่าร้อยกรองของไทยเกิดขึ้นแล้วก่อนสมัยสุโขทัย
                รูปแบบ
              จะมีรูปแบบคำประพันธ์ที่ไม่ชัดเชน แต่จะมีบางวรรคที่ร้อยสัมผัสใน ลักษณะร้อยกรอง เช่น …เมืองสุโขทัยนี้ดี ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว… หรือออกมา ในรูปของการเล่นคำซ้ำ เช่น …เบื้องตะวันออกเมืองสุโขทัยนี้ มีพิหาร มีปู่ครู มีทะเลหลวง มีป่าหมากป่าพลู มีไร่มีนา… เพราะฉะนั้นจึงน่าจะสรุปได้ว่าร้อยกรอง ที่ปรากฏในสมัยโบราณและสมัยสุโขทัยนั้นยังไม่มีรูปแบบที่แน่นอน แต่ก็ถือได้ว่า มีคำร้อยกรองของไทยเกิดขึ้น และถ่ายทอดกันในรูปแบบของเพลงพื้นบ้าน




ร้อยกรองสมัยกรุงศรีอยุธยา

                    การปรากฏของร้อยกรองสมัยกรุงศรีอยุธยา
                ร้อยกรองสมัยนี้จะปรากฏในวรรณคดีเป็นส่วนมาก  แต่สูญไปบ้าง  ในระหว่าง สงครามก็ได้ ซึ่งยังพอมีหลักฐานในการร้อยกรองในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็น   ๒  ระยะ ได้แก่
                 สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น(พ.ศ.๑๘๙๓ – ๒๑๗๑) ปรากฏร้อยกรอง ดังนี้
                    ลิลิต  คือ  บทร้อยกรองที่ใช้โคลงและร่ายแต่งปะปนกัน  เช่น  ลิลิตโองการแช่งน้ำ  ลิลิตยวนพ่าย
                          โคลง  นิยมแต่งเป็นโคลงดั้น  เช่น  ลิลิตยวนพ่าย  มหาชาติคำหลวง  ส่วนโคลงสุภาพมีในมหาชาติคำหลวงและลิลิตพระลอ
                     ฉันท์  ปะปนในมหาชาติคำหลวงหลายบท
                     กาพย์  เช่นเดียวกับฉันท์

                    สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย(พ.ศ.๒๑๗๑ – ๒๓๑๐)  ปรากฏร้อยกรองทุกประเภท ดังนี้
                        โคลง นิยมมากในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เช่น โคลงพาลีสอนน้อง โคลงทศรถสอนพระราม กาพย์ห่อโคลงของพระศรีมโหสถ
                         ฉันท์ ใช้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ได้แก่ สมุทรโฆษคำฉันท์ อนิรุทธ์คำฉันท์ คำฉันท์ดุษฎีสังเวยกล่อมช้าง เป็นต้น
                       กาพย์ นอกจากนิยมแต่งกับฉันท์แล้ว ยังนิยมแต่งเป็นกาพย์ห่อโคลง กาพย์เห่เรือ ซึ่งเป็นลักษณะของการแต่งโคลงปนกาพย์ ปรากฏในกาพย์ห่อโคลงเรื่องต่างๆ กาพย์ห่อโคลงประพาสทองแดง กาพย์เห่เรือเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร เป็นต้น
                       กลอน ปรากฏในรูปของกลอนเพลงยาวต่างๆ เช่น เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา
          

รัตนโกสินทร์ตอนต้น
 
                 การปรากฏของร้อยกรอง
                 ในสมัยนี้ร้อยกรองไทยมีปรากฏในวรรณคดีต่างๆ เช่นเดียวกับสมัยกรุงศรีอยุธยาแยกประเภทได้ ดังนี้
             โคลง  มีแทรกอยู่ในลิลิตต่าง ๆ  เช่นลิลิตเพชรมงกุฎ  ลิลิตตะเลงพ่าย  หรือลักษณะที่เป็นโคลงล้วน  เช่น  โคลงนิราศนรินทร์  นิราศสุพรรณ  และโคลงโลกนิติ เป็นต้น
             ฉันท์  เช่น  อิเหนาคำฉันท์  กฤษณาสอนน้องคำฉันท์  สมุทรโฆษคำฉันท์ตอนปลาย และมีตำราการแต่งฉันท์ขึ้นมาเป็นครั้งแรก
            กาพย์ มีปรากฏแทรกอยู่ในคำฉันท์สมัยกรุงธนบุรีบ้าง ส่วนสมัยรัตนโกสินทร์ ก็มีกาพย์เห่เรือชมเครื่องคาวหวาน กาพย์พระไชยสุริยา เป็นต้น
            กลอน ได้รับความนิยมสูงสุดมีทั้งที่แต่งเป็นนิทานคำกลอนและบทละคร เช่น รามเกียรติ์พระเจ้ากรุงธนบุรี รามเกียรติ์รัชกาลที่ ๑  บทละครเรื่องอิเหนา เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน พระอภัยมณี กลอนนิราศต่างๆ
            ร่ายและลิลิต เช่น ลิลิตเพชรมงกุฎ ลิลิตตะเลงพ่าย
            กลบท ปรากฏมากในประชุมจารึกวัดพระเชตุพน และปรากฏเป็นบางส่วน ในกาพย์พระไชยสุริยา
             รูปแบบ
                 จะเป็นไปตามบทบัญญัติและลักษณะบังคับโดยเคร่งครัดทุกชนิด  เช่น
             โคลง ถือตามแบบฉบับของลิลิตพระลอว่าเป็นแบบที่ถูกต้อง โดยมีการอนุโลม ให้ใช้คำตาย คำเอกโทษและโทโทษได้
             ฉันท์  มีการแต่งตำราฉันท์มาตราพฤติและวรรพฤติของกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสโดยคำฉันท์แต่ละชนิดได้กำหนดคณะให้เป็นรูปแบบได้
              กาพย์  มีการพลิกแพลงหรือดัดแปลงให้เป็นกาพย์กลอนที่มีลีลาที่แพรวพราวไปบ้าง เพิ่มสัมผัสระหว่างวรรคมากขึ้น
              กลอน รูปแบบของกลอนสุนทรภู่ที่มีรูปแบบสวยงามและมีลีลาไพเราะที่สุด
              ร่ายและลิลิต เจ้าพระยาพระคลัง(หน) ได้กำหนดรูปแบบของลิลิตขึ้นใหม่ ในลิลิตพระมงกุฎ ซึ่งก็ยึดถือตามกันมา
              กลบทและคำประพันธ์รูปแบบใหม่  ได้มีการคิดรูปแบบกลบท  และคำประพันธ์รูปแบบใหม่ขึ้นหลายชิ้น มีการฟื้นฟูเพลงพื้นบ้าน และการละเล่นต่างๆมากมาย
              คำสร้อย คือ คำที่เติมท้ายวรรคเพื่อเอื้อนเสียงให้ไพเราะ เพิ่มความสมบูรณ์ ของข้อความ ใช้ในโคลงและร่าย ได้แก่คำว่า พี่เอย สูงเอย นาพ่อ น้องนอ หนึ่งรา ก็ดี ฤๅแม่ ฤๅพ่อ เป็นต้น